วันพฤหัสบดีที่ 25 สิงหาคม พ.ศ. 2554

ผลการเลือกตั้ง 2554

ผลการเลือกตั้งทั่วไปอย่างเป็นทางการ (ตามประกาศ กกต. วันที่ 5 กรกฎาคม 2554)
ข้อมูลทั่วไป
นับคะแนนไปแล้ว
100 %
จำนวนผู้มาใช้สิทธิ
35,203,107 คน
75.03 %
ไม่ประสงค์ลงคะแนน (แบ่งแขต)
1,419,088 บัตร
4.03 %
ไม่ประสงค์ลงคะแนน (บัญชีรายชื่อ)
958,052 บัตร
2.72 %
บัตรเสีย (แบ่งแขต)
2,039,694 บัตร
5.79 %
บัตรเสีย (บัญชีรายชื่อ)
1,726,051 บัตร
4.9  %


คะแนนแบบบัญชีรายชื่อ
พรรค
คะแนน
ร้อยละ
ที่นั่ง
พรรคเพื่อไทย (พท.)
15,743,410
48.0%
61
พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.)
11,433,501
35.1%
44
พรรคภูมิใจไทย (ภท.)
1,281,522
4.03%
5
พรรครักประเทศไทย (ชูวิทย์)
998,527
3.0%
4
พรรคชาติพัฒนาเพื่อแผ่นดิน (ชพน.)
494,894
1.6%
2


พรรคการเมืองที่ได้จำนวนที่นั่งสูงสุด 5 อันดับแรก
อันดับ
พรรคการเมือง
จำนวนที่นั่งแบบแบ่งแขต
จำนวนที่นั่งแบบบัญชีรายชื่อ
จำนวนที่นั่งรวม
1
พรรคเพื่อไทย (พท.)
204
61
265
2
พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.)
115
44
159
3
พรรคภูมิใจไทย (ภท.)
29
5
34
4
พรรคชาติไทยพัฒนา (ชทพ.)
15
4
19
5
พรรคหลังชล
6
1
7
5
พรรคชาติพัฒนาเพื่อแผ่นดิน (ชพน.)
5
2
7


สำหรับผลการเลือกตั้งอย่างเป็นทางการ มีดังนี้

          1.พรรคเพื่อไทย ได้ ส.ส.แบ่งเขต 201 คน บัญชีรายชื่อ 61 คน รวม 262 คน
          2.พรรคประชาธิปัตย์ ได้ ส.ส.แบ่งเขต 116 คน บัญชีรายชื่อ 44 คน รวม 160 คน
          3.พรรคภูมิใจไทย ได้ ส.ส.แบ่งเขต 29 คน บัญชีรายชื่อ 5 คน รวม 34 คน
          4.พรรคชาติไทยพัฒนา ได้ ส.ส.แบ่งเขต 15 คน บัญชีรายชื่อ 4 คน รวม 19 คน
          5.พรรคชาติพัฒนาเพื่อแผ่นดิน ได้ ส.ส.แบ่งเขต 6 คน บัญชีรายชื่อ 1 คน รวม 7 คน
          6.พรรคพลังชล ได้ ส.ส.แบ่งเขต 6 คน บัญชีรายชื่อ 1 คน รวม 7 คน
          7.พรรครักประเทศไทย ได้ ส.ส.บัญชีรายชื่อ 4 คน
          8.พรรคมาตุภูมิ ได้ ส.ส.แบ่งเขต 1 คน บัญชีรายชื่อ 1 คน รวม 2 คน
          9.พรรครักษ์สันติ  ได้ ส.ส.บัญชีรายชื่อ 1 คน
          10. พรรคประชาธิปไตยใหม่ได้ ส.ส.บัญชีรายชื่อ 1 คน
          11.พรรคมหาชน ได้ ส.ส.บัญชีรายชื่อ 1 คน


ถ้าหากตรวจสอบคะแนน ส.ส.บัญชีรายชื่อเป็นรายภาค จะพบว่า

         - ภาคเหนือ เลือกพรรคเพื่อไทย 49.69% พรรคประชาธิปัตย์ 29.67% พรรคชาติไทยพัฒนา 3.60% พรรคภูมิใจไทย 2.00% พรรครักประเทศไทย 1.86% พรรคชาติพัฒนาเพื่อแผ่นดิน 0.93% พรรคมหาชน 0.57% พรรครักษ์สันติ 0.50% พรรคอื่น ๆ อีก 11.18%

         - ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
เลือกพรรคเพื่อไทย 63.49% พรรคประชาธิปัตย์ 13.45% พรรคชาติพัฒนาเพื่อแผ่นดิน 3.32% พรรคชาติไทยพัฒนา 2.08% พรรครักประเทศไทย 1.34% พรรครักษ์สันติ 0.42% พรรคกิจสังคม 0.34% พรรคอื่น ๆ อีก 15.56%

         - ภาคกลาง เลือกพรรคเพื่อไทย 38.8% พรรคประชาธิปัตย์ 35.14% พรรคชาติไทยพัฒนา 4.12% พรรครักประเทศไทย 4.1% พรรคภูมิใจไทย 3.36% พรรคพลังชล 1.67% พรรครักษ์สันติ 0.99% พรรคชาติพัฒนาเพื่อแผ่นดิน 0.55% พรรคมาตุภูมิ 0.50% พรรคอื่น ๆ อีก 10.77%

         - ภาคใต้ เลือกพรรคประชาธิปัตย์ 70.42% พรรคเพื่อไทย 7.63% พรรคมาตุภูมิ 3.3% พรรคภูมิใจไทย 2.94% พรรครักประเทศไทย 2.07% พรรคชาติไทยพัฒนา 1.03% พรรคแทนคุณแผ่นดน 0.91% พรรคมหาชน 0.72% พรรคประชาธรรม 0.57% พรรคประชาธิปไตยใหม่ 0.50% พรรคอื่น ๆ อีก 9.91%

         - กรุงเทพมหานคร เลือกพรรคประชาธิปัตย์ 41.62% พรรคเพื่อไทย 39.69% พรรครักประเทศไทย 6.89% พรรครักษ์สันติ 2.66% พรรคมาตุภูมิ 0.39% พรรคชาติไทยพัฒนา 0.34% พรรคกิจสังคม 0.27% พรรคภูมิใจไทย 0.26% พรรคอื่น ๆ อีก 7.88%

  
       ขณะที่ผลการเลือกตั้ง ส.ส.แบ่งเขต จำนวนทั้งหมด 375 คน  อย่างเป็นทางการ( ณ วันที่ 4 กรกฎาคม เวลา 11.00 น.) ปรากฏว่า
         - พรรคเพื่อไทย
ได้ ส.ส.แบ่งเขต ทั้งหมด 201 คน แบ่งเป็นภาคเหนือ 49 คน ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 101 คน ภาคกลาง 41 คน กรุงเทพมหานคร 10 คน ภาคใต้ไม่ได้ ส.ส.

         - พรรคประชาธิปัตย์
ได้ ส.ส.แบ่งเขต ทั้งหมด 116 คน แบ่งเป็นภาคเหนือ 13 คน ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 5 คน ภาคกลาง 25 คน กรุงเทพมหานคร 23 คน และภาคใต้ 50 คน

         - พรรคภูมิใจไทย ได้ ส.ส.แบ่งเขต ทั้งหมด 29 คน แบ่งเป็นภาคเหนือ 2 คน ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 13 คน ภาคกลาง 13 คน และภาคใต้ 1 คน ส่วนกรุงเทพมหานครไม่มี ส.ส.

         - พรรคชาติไทยพัฒนา ได้ ส.ส.แบ่งเขต ทั้งหมด 15 คน แบ่งเป็นภาคเหนือ 2 คน ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 1 คน ภาคกลาง 11 คน และภาคใต้ 1 คน ส่วนกรุงเทพมหานครไม่มี ส.ส.

         - พรรคชาติพัฒนาเพื่อแผ่นดิน ได้ ส.ส.แบ่งเขต ทั้งหมด 7 คน แบ่งเป็นภาคเหนือ 1 คน ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 6 คน ส่วนภาคกลาง ภาคใต้ และกรุงเทพมหานครไม่มี ส.ส.

         - พรรคพลังชล ได้ ส.ส.แบ่งเขต ทั้งหมด 6 คน มาจากจังหวัดชลบุรีทั้งหมด 6 ที่นั่ง

         - พรรคมาตุภูมิ ได้ ส.ส.แบ่งเขต 1 คน จากเขต 3 จังหวัดปัตตานี
สำหรับการจัดตั้งรัฐบาลโดย ว่าที่นายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกคนไทย ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร
เดินหน้าจัดตั้งรัฐบาล
โดยมีพรรคการเมืองเข้าร่วมรัฐบาลคือ พรรคชาติไทยพัฒนา พรรคชาติพัฒนาเพื่อแผ่นดิน พรรคพลังชล และพรรคมหาชน
- พรรคชาติไทยพัฒนา ได้ ส.ส จำนวน 19 ที่นั่ง
- พรรคชาติพัฒนาเพื่อแผ่นดิน ได้ ส.ส จำนวน 7 ที่นั่ง
- พรรคพลังชล ได้ ส.ส จำนวน 7 ที่นั่ง
- พรรคมหาชน ได้ ส.ส จำนวน 1 ที่นั่ง
ประชุมสภาฯ พิจารณางบกลางปี 2554 วันนี้ ฝ่ายค้านเน้นชำแหละให้เห็นว่าเป็นการจัดสรรงบฯต่างตอบแทนเพื่อให้ผ่านร่างแก้ไขเพิ่มเติม รธน.สูตร 375+125 ของพรรคร่วมรัฐบาล
       
ผู้สื่อข่าวรายงานจากรัฐสภาว่า วันนี้ (16 ก.พ.) มีการประชุมสภาผู้แทนราษฎร เพื่อพิจารณาร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมประจำปีปี 2554 (งบกลางปี) จำนวน 100,000 ล้านบาท โดยมีวัตถุประสงค์ในการจัดสรรงบประมาณ 3 ส่วน คือ 1.จัดสรรตามแผนงานฟื้นฟูและแก้ไขปัญหาผลกระทบจากภัยพิบัติ 9,900 ล้านบาท 2.จัดสรรตามแผนงานสวัสดิการสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ 4,940 ล้านบาท 3.จัดสรรตามแผนงานส่งเสริมการกระจายอำนาจการปกครอง 1,017 ล้านบาท ที่เหลือเป็นงบชดเชยเงินคงคลัง
     
       นายไพจิต ศรีวรขาน ส.ส.นครพนม พรรคเพื่อไทย ในฐานะรองประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน (วิปฝ่ายค้าน) กล่าวว่า วิปฝ่ายค้านได้ข้อสรุปว่า ส.ส.ที่จะอภิปรายร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมประจำปี 2554 ต้องชี้ให้ประชาชนเห็นถึงภาพรวมว่าเป็นเรื่องของผลประโยชน์ต่างตอบแทนกับการผ่านร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ สูตร 375+125 ในวาระ 3
     
       นอกจากนี้ยังจะชี้ให้เห็นว่า เงินที่ตั้งเป้าไว้ว่าจะจัดเก็บรายได้ได้ถึง 1 แสนล้านบาทนั้น จริงๆ แล้วไม่สามารถทำได้ตามที่พูด ทั้งนี้การอภิปรายงบกลางปีครั้งนี้ถือเป็นน้องๆ ของการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล ส่วนกำหนดวันเวลาในการยื่นญัตติขอเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจนั้น พรรคจะประเมินหลังจากอภิปรายงบกลางปีเสร็จแล้วว่าจะยื่นก่อนหรือหลังช่วงการอภิปรายผลงานรัฐบาล เพราะต้องรอดูสถานการณ์ทางการเมืองเป็นปัจจัยประกอบด้วย

พรรคการเมืองปี2554

สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

           สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หรือ ส.ส. นั้น เป็นตัวแทนของประชาชน ที่เข้าไปทำหน้าที่ ออกกฎหมาย และตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล ร่วมกับสมาชิกวุฒิสภา โดยในการเลือกตั้งแต่ละครั้งจะต้องมี ส.ส. มีจำนวน 500 คน ซึ่งมาจากการเลือกตั้ง 2 แบบ คือ

ส.ส. แบบแบ่งเขต

           เป็นการเลือกตั้งจาก 375 เขตทั่วประเทศ โดยในแต่ละเขตจะเลือกผู้สมัครที่มีคะแนนสูงสุด ให้เป็น ส.ส. โดยจะมี ส.ส. ทั้งสิ้นจำนวน  375 คน

ส.ส.แบบสัดส่วน หรือ ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ

           เป็นการเลือกตั้งโดยทางพรรคการเมืองนั้น ๆ จะส่งผู้สมัครแบบบัญชีรายชื่อ ไว้เพียงบัญชีเดียว เรียงลำดับไม่จำนวนไม่เกิน 125 รายชื่อ ซึ่งการเลือกตั้งแบบนี้ หมายถึงทั้งประเทศ จะมีผู้สมัครแบบบัญชีรายชื่อชุดเดียวกัน  มีทั้งสิ้นจำนวน 125 คน

สำหรับหน้าที่ของ สมาชิกสภาผู้แทนราฎร มีดังต่อไปนี้

     - ออกกฎหมายเพื่อประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชน
     - เป็นผู้เลือก ส.ส. ที่จะดำรงตำแหน่งเป็นนายกรัฐมนตรี
     - ควบคุมการบริหารราชการแผ่นดิน
     - จัดสรรงบประมาณแผ่นดินเพื่อพัฒนาประเทศ
     - นำปัญหาความเดือดร้อนและความต้องการของประชาชนเสนอรัฐบาล

คุณสมบัติของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง

     - สัญชาติไทย หรือผู้มีสัญชาติไทยโดยได้แปลงสัญชาติมาแล้วไม่น้อยกว่า 5 ปี
     - อายุไม่ต่ำกว่า 18 ปีบริบูรณ์ ในวันที่ 1 มกราคม ของปีที่มีการเลือกตั้ง ในปีนี้ถึงว่า ต้องมีอายุครบ 18 ปีบริบรูณ์ภายในวันที่ 1 มกราคม 2553
     - มีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านในเขตเลือกตั้งมาแล้วเป็นเวลาติดต่อกันไม่น้อยกว่า 90 วัน นับถึงวันเลือกตั้ง

ลักษณะต้องห้ามของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง

     - ภิกษุ สามเณร นักพรต หรือนักบวช
     - อยู่ในระหว่างถูกเพิงถอนสิทธิการเลือกตั้ง
     - ต้องคุมขังโดยหมายของศาล หรือโดยคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมาย
     - วิกลจริต จิตฟั่นเฟือน หรือไม่สมประกอบ

การเตรียมตัวในการเลือกสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

การตรวจสอบรายชื่อ


        - ตรวจสอบรายชื่อจากบัญชีผู้มีสิทธิเลือกตั้ง 20 วันก่อนวันเลือกตั้ง ที่ศาลากลางจังหวัด  ที่ว่าการอำเภอ ที่ทำการเขต ที่ทำการ อบต. สำนักงานเทศบาล ที่ทำการผู้ใหญ่บ้าน หรือเขตชุมชน

        - ตรวจสอบรายชื่อจากบัญชีผู้มีสิทธิเลือกตั้ง 15 วันก่อนวันเลือกตั้ง จากหนังสือแจ้งเจ้าบ้าน (ส.ส.12)

         ทั้งนี้ ในกรณีที่ไม่พบชื่อของตนเองในบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ให้แจ้งทะเบียนนายอำเภอ หรือนายทะเบียนท้องถิ่น โดยนำหลักฐานสำเนาทะเบียนบ้าน และบัตรประจำตัวประชาชน หรือบัตรประจำตัวอื่นใดที่ทางราชการออกให้มาแสดงด้วย

หลักฐานที่ใช้ในการเลือกตั้ง

     - บัตรประชาชน (บัตรที่หมดอายุก็ใช้ได้)
     - บัตรหรือหลักฐานที่ราชการหรือหน่วยงานของรัฐออกให้มีรูปถ่ายและหมายเลขบัตรประจำตัวประชาชน เช่น
     - บัตรประจำตัวเจ้าหน้าที่ของรัฐ
     - ใบขับขี่
     - หนังสือเดินทาง (พาสปอร์ต)


การแจ้งเหตุที่ไปใช้สิทธิเลือกตั้ง ส.ส. ไม่ได้

         สำหรับผู้ที่มีเหตุทำให้ไปใช้สิทธิเลือกตั้ง ส.ส. ไม่ได้ ต้องทำหนังสือชี้แจงเหตุ ส.ส. 28  ก่อนหรือหลังวันเลือกตั้ง 7 วัน โดยระบุเลขประจำตัวประชาชนและที่อยู่ตามทะเบียนบ้าน ยื่นหนังสือต่อนายทะเบียนอำเภอหรือนายทะเบียนท้องถิ่นด้วยตนเอง มอบหมายผู้อื่นหรือส่งทางไปรษณีย์ลงทะเบียน

ผู้ที่มีเหตุทำให้ไปใช้สิทธิเลือกตั้ง ส.ส. ไม่ได้


     - ผู้มีธุรกิจจำเป็นเร่งด่วนต้องเดินทางไปพื้นที่ห่างไกล
     - ผู้ป่วยและไม่สามารถเดินทางไปใช้สิทธิเลือกตั้งได้
     - ผู้พิการหรือผู้สูงอายุและไม่สามารถเดินทางไปใช้สิทธิเลือกตั้งได้
     - ผู้เดินทางออกนอกราชอาณาจักร
     - ผู้มีถิ่นที่อยู่ห่างไกลจากที่เลือกตั้งเกินกว่า 100 กิโลเมตร
     - ผู้ประสบเหตุสุดวิสัย เช่น อุทกภัย วาตภัย ฯลฯ


การเลือกตั้งนอกเขตจังหวัด

        สำหรับผู้ที่ทำงานหรืออาศัยอยู่คนละจังหวัดกับทะเบียนบ้าน หรือผู้มีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านปัจจุบันไม่ถึง 90 วัน สามารถไปลงคะแนนเลือกตั้ง ส.ส. ก่อนวันเลือกตั้ง ณ ที่เลือกตั้งกลางของจังหวัดที่ท่านทำงานหรืออาศัยอยู่ได้ แต่ต้องยืนคำขอลงทะเบียนเพื่อขอใช้สิทธิเลือกตั้งก่อนวันเลือกตั้ง ต่อนายทะเบียนอำเภอ หรือนายทะเบียนท้องถิ่น ก่อนวันเลือกตั้งไม่น้อยกว่า 30 วัน

การเลือกตั้งในเขตจังหวัด

        สำหรับผู้ที่อยู่อาศัยในบ้านตามทะเบียนบ้าน แต่ในวันเลือกตั้งต้องเดินทางออกนอกเขต ไม่สามารถไปใช้สิทธิได้ ก็สามารถไปแสดงตนเพื่อขอลงคะแนนเลือกตั้ง ส.ส. ก่อนวันเลือกตั้งได้  (การเลือกตั้งล่วงหน้า) ณ ที่เลือกตั้งกลางในเขตเลือกตั้งที่ตนมีสิทธิเลือกตั้ง โดยไม่ต้องยื่นคำขอลงทะเบียนแต่ต้องแจ้งขอใช้สิทธิดังกล่าวต่อ กกต.เขต
   
การเลือกตั้งนอกราชอาณาจักร

        สำหรับผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่อยู่ต่างประเทศ ต้องขอลงทะเบียนใช้สิทธินอกราชอาณาจักรก่อนวันเลือกตั้งไม่น้อยกว่า 30 วัน (ภายในวันที่ 2 มิถุนายน 2554) และไปลงคะแนนล่วงหน้า ระหว่างวันที่ 17 - 26 มิถุนายน 2554  ณ สถานเอกอัครราชทูต สถานกงสุล หรือลงคะแนนทางไปรษณีย์ ตามที่สถานเอกอัครราชทูต หรือสถานกงสุลกำหนด


ข้อกำหนดที่เกี่ยวกับการกระทำผิดกฎหมายเลือกตั้ง มีดังต่อไปนี้

     - ห้ามซื้อเสียง หรือจัดเตรียมซื้อเสียง
     - ห้ามรับเงินและประโยชน์อื่นใด เพื่อลงคะแนนเลือกตั้ง
     - ห้ามส่งเสียง และห้ามขายหรือจัดเลี้ยงสุรา ตั้งแต่ 18.00 น. ของวันก่อนวันเลือกตั้งจนสิ้นสุดวันเลือกตั้ง
     - ห้ามนายจ้างขัดขวางการไปใช้สิทธิของลูกจ้าง
     - ห้ามขัดขวางหรือหน่วงเหนี่ยวมิให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งไป ณ ที่เลือกตั้ง
     - ห้ามจัดยานพาหนะ (ยกเว้นหน่วยงานรัฐ) ให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งไปเลือกตั้ง โดยไม่ต้องเสียค่าโดยสาร
     - ห้ามทำให้บัตรเลือกตั้งชำรุดอย่างจงใจ
     - ห้ามถ่ายภาพบัตรเลือกตั้งที่ตนเองได้ลงคะแนนแล้ว ด้วยเครื่องมือหรืออุปกรณ์ใด ๆ
     - ห้ามเล่นการพนันขันต่อใดๆ เกี่ยวกับผลการเลือกตั้ง
     - ห้ามเปิดเผย หรือเผยแพร่ผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชนเกี่ยวกับการเลือกตั้ง (โพลล์) ในระหว่างเวลา 7 วันก่อนวันเลือกตั้งจนถึงเวลาปิดการลงคะแนนเลือกตั้ง


การคัดค้านการเลือกตั้ง

          ผู้ที่มีประสงค์จะคัดค้านการเลือกตั้ง ต้องยื่นคัดค้านต่อ กกต. ก่อนวันประกาศผลการเลือกตั้ง หรือ ภายใน 30 วัน นับแต่วันประกาศผลการเลือกตั้ง กรณีเห็นว่า การเลือกตั้งในเขตเลือกตั้งนั้นเป็นไปโดยไม่ถูกต้อง หรือไม่ชอบด้วยกฎหมาย และ ภายใน 180 วัน นับแต่วันประกาศผลการเลือกตั้ง กรณีที่เห็นว่า ผู้สมัครหรือพรรคการเมืองใด ใช้จ่ายเงินในการหาเสียงเกินจำนวนที่ กกต. กำหนด หรือผู้สมัครไม่ยื่นบัญชีรายรับ-รายจ่าย ภายใน 90 วันหลังวันเลือกตั้ง

การแจ้งเหตุเมื่อพบการทุจริต

           เมื่อพบเห็นการทุจริตเลือกตั้ง ทุกกรณี ไม่ว่าจะเป็นการแจกเงิน สิ่งของ หรือมีการเรียกรับเงิน หรือทรัพย์สิน ให้ช่วยกันแจ้งเบาะแส หรือรวบรวมหลักฐานการทุจริตแจ้งต่อตำรวจในพื้นที่หรือรายงานให้ กกต. ทราบโดยด่วน

สรุปหมายเลขประจำตัวพรรคการเมือง

          หมายเลข 1 พรรคเพื่อไทย  จำนวนผู้สมัคร 125 คน
              หัวหน้าพรรค : นายยงยุทธ วิชัยดิษฐ์
             
** นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เป็น ปาร์ตี้ลิสต์ อันดับ 1
         
          หมายเลข 2 พรรคชาติพัฒนาเพื่อแผ่นดิน  จำนวนผู้สมัคร 125 คน
              หัวหน้าพรรค : นายแพทย์วรรณรัตน์  ชาญนุกูล 

          หมายเลข 3 พรรคประชาธิปไตยใหม่  จำนวนผู้สมัคร 6 คน
              หัวหน้าพรรค : นายสุรทิน พิจารณ์ 

          หมายเลข 4 พรรคประชากรไทย  จำนวนผู้สมัคร 13 คน
              หัวหน้าพรรค : นายสุมิตร สุนทรเวช 

          หมายเลข 5 พรรครักประเทศไทย  จำนวนผู้สมัคร 11 คน  
              หัวหน้าพรรค : นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์  

          หมายเลข 6 พรรคพลังชล  จำนวนผู้สมัคร 18 คน
              หัวหน้าพรรค : นายเชาวน์ มณีวงษ์ 

          หมายเลข 7 พรรคประชาธรรม  จำนวนผู้สมัคร 25 คน 
              หัวหน้าพรรค : นายมุคตาร์ กีละ 

          หมายเลข 8 พรรคดำรงไทย  จำนวนผู้สมัคร 13 คน
              หัวหน้าพรรค : นายโชติพัฒน์ สกุลดีเชิดชู  

          หมายเลข 9 พรรคพลังมวลชน  จำนวนผู้สมัคร 8 คน
              หัวหน้าพรรค : นายกรภพ ครองจักรภพ 

          หมายเลข 10 พรรคประชาธิปัตย์  จำนวนผู้สมัคร 125 คน
              หัวหน้าพรรค : นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ 

          หมายเลข 11 พรรคไทยพอเพียง  จำนวนผู้สมัคร 3 คน
              หัวหน้าพรรค : นายจำรัส อินทุมาร  

          หมายเลข 12 พรรครักษ์สันติ  จำนวนผู้สมัคร 64 คน
              หัวหน้าพรรค : พลตำรวจโท ถวิล สุรเชษฐพงษ์ 

          หมายเลข 13 พรรคไทยเป็นสุข  จำนวนผู้สมัคร 5 คน
              หัวหน้าพรรค : นายประดิษฐ์ ศรีประชา 

          หมายเลข 14 พรรคกิจสังคม  จำนวนผู้สมัคร 125 คน
              หัวหน้าพรรค : นายทองพูล ดีไพร 

          หมายเลข 15 พรรคไทยเป็นไทย  จำนวนผู้สมัคร 10 คน
              หัวหน้าพรรค : นายตรีสัลล์ จันทน์เทียนเดชา  

          หมายเลข 16 พรรคภูมิใจไทย  จำนวนผู้สมัคร 125 คน
              หัวหน้าพรรค : นายชวรัตน์ ชาญวีรกูล 

          หมายเลข 17 พรรคแทนคุณแผ่นดิน  จำนวนผู้สมัคร 32 คน
              หัวหน้าพรรค : นายวิชัย ศิรินคร  

          หมายเลข 18 พรรคเพื่อฟ้าดิน  จำนวนผู้สมัคร 1 คน
              หัวหน้าพรรค : นางสาวขวัญดิน สิงห์คำ  

          หมายเลข 19 พรรคเครือข่ายชาวนาแห่งประเทศไทย  จำนวนผู้สมัคร 30 คน  
              หัวหน้าพรรค : นายโชติ บุญจริง 

          หมายเลข 20 พรรคการเมืองใหม่  จำนวนผู้สมัคร 24 คน
              หัวหน้าพรรค : นายสมศักดิ์  โกศัยสุข 

          หมายเลข 21 พรรคชาติไทยพัฒนา  จำนวนผู้สมัคร 125 คน
              หัวหน้าพรรค : นายชุมพล ศิลปอาชา 

          หมายเลข 22 พรรคเสรีนิยม  จำนวนผู้สมัคร 8 คน
              หัวหน้าพรรค : นายพุทธชาติ ช่วยราม  

          หมายเลข 23 พรรคชาติสามัคคี  จำนวนผู้สมัคร 9 คน 
              หัวหน้าพรรค : นายนพดล ไชยฤทธิเดช 

          หมายเลข 24 พรรคบำรุงเมือง  จำนวนผู้สมัคร 14 คน 
              หัวหน้าพรรค : นายสุวรรณ ประมูลชัย 

          หมายเลข 25 พรรคกสิกรไทย  จำนวนผู้สมัคร 2 คน
              หัวหน้าพรรค : นายจำลอง  ดำสิม 

          หมายเลข 26 พรรคมาตุภูมิ  จำนวนผู้สมัคร 40 คน
              หัวหน้าพรรค : พลเอก สนธิ บุญยรัตกลิน 

          หมายเลข 27 พรรคชีวิตที่ดีกว่า  จำนวนผู้สมัคร 4 คน
              รักษาการแทนหัวหน้าพรรค : นางพูลถวิล ปานประเสริฐ 

          หมายเลข 28 พรรคพลังสังคมไทย  จำนวนผู้สมัคร 5 คน
              หัวหน้าพรรค : นายวิวัฒน์ เลอยุกต์ 

          หมายเลข 29 พรรคเพื่อประชาชนไทย  จำนวนผู้สมัคร 4 คน 
              หัวหน้าพรรค : นายดิเรก กลิ่นจันทร์ 

          หมายเลข 30 พรรคมหาชน  จำนวนผู้สมัคร 6 คน
              หัวหน้าพรรค : นายอภิรัต ศิรินาวิน  

          หมายเลข 31 พรรคประชาชนชาวไทย  จำนวนผู้สมัคร 5 คน
              หัวหน้าพรรค : นายสุนทร ศรีบุญนาค 

            หมายเลข 32 พรรครักแผ่นดิน  จำนวนผู้สมัคร 1 คน 
              หัวหน้าพรรค : นายประทีป ประภัสสร 

            หมายเลข 33 พรรคประชาสันติ  จำนวนผู้สมัคร 34 คน 
              รักษาการแทนหัวหน้าพรรค : นายดลสวัสด์ ชาติเมธี 

            หมายเลข 34 พรรคความหวังใหม่  จำนวนผู้สมัคร 125 คน  
              หัวหน้าพรรค : นายชิงชัย มงคลธรรม 

            หมายเลข 35 พรรคอาสามาตุภูมิ  จำนวนผู้สมัคร 3 คน
              หัวหน้าพรรค : นายมนตรี เศรษฐบุตร 

            หมายเลข 36 พรรคพลังคนกีฬา  จำนวนผู้สมัคร 103 คน
              หัวหน้าพรรค : นายวนัสธนา สัจจกุล หรือ บิ๊กหอย    

            หมายเลข 37 พรรคพลังชาวนาไทย  จำนวนผู้สมัคร 5 คน 
              หัวหน้าพรรค : นายสวัสดิ์ พบวันดี 

            หมายเลข 38 พรรคไทยสร้างสรรค์  จำนวนผู้สมัคร 4 คน
              รักษาการแทนหัวหน้าพรรค : นายวิษณุภตฆ์ พีรเจริญวงส์ 

            หมายเลข 39 พรรคเพื่อนเกษตรไทย  จำนวนผู้สมัคร 23 คน                รักษาการแทนหัวหน้าพรรค : นายทรงเดช สุขขำ  

            หมายเลข 40 พรรคมหารัฐพัฒนา  จำนวนผู้สมัคร 2 คน              หัวหน้าพรรค : นางสาวนวลนิจ หงษ์วิวัฒน์