สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร
สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หรือ ส.ส. นั้น เป็นตัวแทนของประชาชน ที่เข้าไปทำหน้าที่ ออกกฎหมาย และตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล ร่วมกับสมาชิกวุฒิสภา โดยในการเลือกตั้งแต่ละครั้งจะต้องมี ส.ส. มีจำนวน 500 คน ซึ่งมาจากการเลือกตั้ง 2 แบบ คือ
ส.ส. แบบแบ่งเขต
เป็นการเลือกตั้งจาก 375 เขตทั่วประเทศ โดยในแต่ละเขตจะเลือกผู้สมัครที่มีคะแนนสูงสุด ให้เป็น ส.ส. โดยจะมี ส.ส. ทั้งสิ้นจำนวน 375 คน
ส.ส.แบบสัดส่วน หรือ ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ
เป็นการเลือกตั้งโดยทางพรรคการเมืองนั้น ๆ จะส่งผู้สมัครแบบบัญชีรายชื่อ ไว้เพียงบัญชีเดียว เรียงลำดับไม่จำนวนไม่เกิน 125 รายชื่อ ซึ่งการเลือกตั้งแบบนี้ หมายถึงทั้งประเทศ จะมีผู้สมัครแบบบัญชีรายชื่อชุดเดียวกัน มีทั้งสิ้นจำนวน 125 คน
สำหรับหน้าที่ของ สมาชิกสภาผู้แทนราฎร มีดังต่อไปนี้
- ออกกฎหมายเพื่อประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชน
- เป็นผู้เลือก ส.ส. ที่จะดำรงตำแหน่งเป็นนายกรัฐมนตรี
- ควบคุมการบริหารราชการแผ่นดิน
- จัดสรรงบประมาณแผ่นดินเพื่อพัฒนาประเทศ
- นำปัญหาความเดือดร้อนและความต้องการของประชาชนเสนอรัฐบาล
คุณสมบัติของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง
- สัญชาติไทย หรือผู้มีสัญชาติไทยโดยได้แปลงสัญชาติมาแล้วไม่น้อยกว่า 5 ปี
- อายุไม่ต่ำกว่า 18 ปีบริบูรณ์ ในวันที่ 1 มกราคม ของปีที่มีการเลือกตั้ง ในปีนี้ถึงว่า ต้องมีอายุครบ 18 ปีบริบรูณ์ภายในวันที่ 1 มกราคม 2553
- มีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านในเขตเลือกตั้งมาแล้วเป็นเวลาติดต่อกันไม่น้อยกว่า 90 วัน นับถึงวันเลือกตั้ง
ลักษณะต้องห้ามของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง
- ภิกษุ สามเณร นักพรต หรือนักบวช
- อยู่ในระหว่างถูกเพิงถอนสิทธิการเลือกตั้ง
- ต้องคุมขังโดยหมายของศาล หรือโดยคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมาย
- วิกลจริต จิตฟั่นเฟือน หรือไม่สมประกอบ
การเตรียมตัวในการเลือกสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร
การตรวจสอบรายชื่อ
- ตรวจสอบรายชื่อจากบัญชีผู้มีสิทธิเลือกตั้ง 20 วันก่อนวันเลือกตั้ง ที่ศาลากลางจังหวัด ที่ว่าการอำเภอ ที่ทำการเขต ที่ทำการ อบต. สำนักงานเทศบาล ที่ทำการผู้ใหญ่บ้าน หรือเขตชุมชน
- ตรวจสอบรายชื่อจากบัญชีผู้มีสิทธิเลือกตั้ง 15 วันก่อนวันเลือกตั้ง จากหนังสือแจ้งเจ้าบ้าน (ส.ส.12)
ทั้งนี้ ในกรณีที่ไม่พบชื่อของตนเองในบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ให้แจ้งทะเบียนนายอำเภอ หรือนายทะเบียนท้องถิ่น โดยนำหลักฐานสำเนาทะเบียนบ้าน และบัตรประจำตัวประชาชน หรือบัตรประจำตัวอื่นใดที่ทางราชการออกให้มาแสดงด้วย
หลักฐานที่ใช้ในการเลือกตั้ง
- บัตรประชาชน (บัตรที่หมดอายุก็ใช้ได้)
- บัตรหรือหลักฐานที่ราชการหรือหน่วยงานของรัฐออกให้มีรูปถ่ายและหมายเลขบัตรประจำตัวประชาชน เช่น
- บัตรประจำตัวเจ้าหน้าที่ของรัฐ
- ใบขับขี่
- หนังสือเดินทาง (พาสปอร์ต)
การแจ้งเหตุที่ไปใช้สิทธิเลือกตั้ง ส.ส. ไม่ได้
สำหรับผู้ที่มีเหตุทำให้ไปใช้สิทธิเลือกตั้ง ส.ส. ไม่ได้ ต้องทำหนังสือชี้แจงเหตุ ส.ส. 28 ก่อนหรือหลังวันเลือกตั้ง 7 วัน โดยระบุเลขประจำตัวประชาชนและที่อยู่ตามทะเบียนบ้าน ยื่นหนังสือต่อนายทะเบียนอำเภอหรือนายทะเบียนท้องถิ่นด้วยตนเอง มอบหมายผู้อื่นหรือส่งทางไปรษณีย์ลงทะเบียน
ผู้ที่มีเหตุทำให้ไปใช้สิทธิเลือกตั้ง ส.ส. ไม่ได้
- ผู้มีธุรกิจจำเป็นเร่งด่วนต้องเดินทางไปพื้นที่ห่างไกล
- ผู้ป่วยและไม่สามารถเดินทางไปใช้สิทธิเลือกตั้งได้
- ผู้พิการหรือผู้สูงอายุและไม่สามารถเดินทางไปใช้สิทธิเลือกตั้งได้
- ผู้เดินทางออกนอกราชอาณาจักร
- ผู้มีถิ่นที่อยู่ห่างไกลจากที่เลือกตั้งเกินกว่า 100 กิโลเมตร
- ผู้ประสบเหตุสุดวิสัย เช่น อุทกภัย วาตภัย ฯลฯ
การเลือกตั้งนอกเขตจังหวัด
สำหรับผู้ที่ทำงานหรืออาศัยอยู่คนละจังหวัดกับทะเบียนบ้าน หรือผู้มีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านปัจจุบันไม่ถึง 90 วัน สามารถไปลงคะแนนเลือกตั้ง ส.ส. ก่อนวันเลือกตั้ง ณ ที่เลือกตั้งกลางของจังหวัดที่ท่านทำงานหรืออาศัยอยู่ได้ แต่ต้องยืนคำขอลงทะเบียนเพื่อขอใช้สิทธิเลือกตั้งก่อนวันเลือกตั้ง ต่อนายทะเบียนอำเภอ หรือนายทะเบียนท้องถิ่น ก่อนวันเลือกตั้งไม่น้อยกว่า 30 วัน
การเลือกตั้งในเขตจังหวัด
สำหรับผู้ที่อยู่อาศัยในบ้านตามทะเบียนบ้าน แต่ในวันเลือกตั้งต้องเดินทางออกนอกเขต ไม่สามารถไปใช้สิทธิได้ ก็สามารถไปแสดงตนเพื่อขอลงคะแนนเลือกตั้ง ส.ส. ก่อนวันเลือกตั้งได้ (การเลือกตั้งล่วงหน้า) ณ ที่เลือกตั้งกลางในเขตเลือกตั้งที่ตนมีสิทธิเลือกตั้ง โดยไม่ต้องยื่นคำขอลงทะเบียนแต่ต้องแจ้งขอใช้สิทธิดังกล่าวต่อ กกต.เขต
การเลือกตั้งนอกราชอาณาจักร
สำหรับผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่อยู่ต่างประเทศ ต้องขอลงทะเบียนใช้สิทธินอกราชอาณาจักรก่อนวันเลือกตั้งไม่น้อยกว่า 30 วัน (ภายในวันที่ 2 มิถุนายน 2554) และไปลงคะแนนล่วงหน้า ระหว่างวันที่ 17 - 26 มิถุนายน 2554 ณ สถานเอกอัครราชทูต สถานกงสุล หรือลงคะแนนทางไปรษณีย์ ตามที่สถานเอกอัครราชทูต หรือสถานกงสุลกำหนด
ข้อกำหนดที่เกี่ยวกับการกระทำผิดกฎหมายเลือกตั้ง มีดังต่อไปนี้
- ห้ามซื้อเสียง หรือจัดเตรียมซื้อเสียง
- ห้ามรับเงินและประโยชน์อื่นใด เพื่อลงคะแนนเลือกตั้ง
- ห้ามส่งเสียง และห้ามขายหรือจัดเลี้ยงสุรา ตั้งแต่ 18.00 น. ของวันก่อนวันเลือกตั้งจนสิ้นสุดวันเลือกตั้ง
- ห้ามนายจ้างขัดขวางการไปใช้สิทธิของลูกจ้าง
- ห้ามขัดขวางหรือหน่วงเหนี่ยวมิให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งไป ณ ที่เลือกตั้ง
- ห้ามจัดยานพาหนะ (ยกเว้นหน่วยงานรัฐ) ให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งไปเลือกตั้ง โดยไม่ต้องเสียค่าโดยสาร
- ห้ามทำให้บัตรเลือกตั้งชำรุดอย่างจงใจ
- ห้ามถ่ายภาพบัตรเลือกตั้งที่ตนเองได้ลงคะแนนแล้ว ด้วยเครื่องมือหรืออุปกรณ์ใด ๆ
- ห้ามเล่นการพนันขันต่อใดๆ เกี่ยวกับผลการเลือกตั้ง
- ห้ามเปิดเผย หรือเผยแพร่ผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชนเกี่ยวกับการเลือกตั้ง (โพลล์) ในระหว่างเวลา 7 วันก่อนวันเลือกตั้งจนถึงเวลาปิดการลงคะแนนเลือกตั้ง
การคัดค้านการเลือกตั้ง
ผู้ที่มีประสงค์จะคัดค้านการเลือกตั้ง ต้องยื่นคัดค้านต่อ กกต. ก่อนวันประกาศผลการเลือกตั้ง หรือ ภายใน 30 วัน นับแต่วันประกาศผลการเลือกตั้ง กรณีเห็นว่า การเลือกตั้งในเขตเลือกตั้งนั้นเป็นไปโดยไม่ถูกต้อง หรือไม่ชอบด้วยกฎหมาย และ ภายใน 180 วัน นับแต่วันประกาศผลการเลือกตั้ง กรณีที่เห็นว่า ผู้สมัครหรือพรรคการเมืองใด ใช้จ่ายเงินในการหาเสียงเกินจำนวนที่ กกต. กำหนด หรือผู้สมัครไม่ยื่นบัญชีรายรับ-รายจ่าย ภายใน 90 วันหลังวันเลือกตั้ง
การแจ้งเหตุเมื่อพบการทุจริต
เมื่อพบเห็นการทุจริตเลือกตั้ง ทุกกรณี ไม่ว่าจะเป็นการแจกเงิน สิ่งของ หรือมีการเรียกรับเงิน หรือทรัพย์สิน ให้ช่วยกันแจ้งเบาะแส หรือรวบรวมหลักฐานการทุจริตแจ้งต่อตำรวจในพื้นที่หรือรายงานให้ กกต. ทราบโดยด่วน
สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หรือ ส.ส. นั้น เป็นตัวแทนของประชาชน ที่เข้าไปทำหน้าที่ ออกกฎหมาย และตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล ร่วมกับสมาชิกวุฒิสภา โดยในการเลือกตั้งแต่ละครั้งจะต้องมี ส.ส. มีจำนวน 500 คน ซึ่งมาจากการเลือกตั้ง 2 แบบ คือ
ส.ส. แบบแบ่งเขต
เป็นการเลือกตั้งจาก 375 เขตทั่วประเทศ โดยในแต่ละเขตจะเลือกผู้สมัครที่มีคะแนนสูงสุด ให้เป็น ส.ส. โดยจะมี ส.ส. ทั้งสิ้นจำนวน 375 คน
ส.ส.แบบสัดส่วน หรือ ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ
เป็นการเลือกตั้งโดยทางพรรคการเมืองนั้น ๆ จะส่งผู้สมัครแบบบัญชีรายชื่อ ไว้เพียงบัญชีเดียว เรียงลำดับไม่จำนวนไม่เกิน 125 รายชื่อ ซึ่งการเลือกตั้งแบบนี้ หมายถึงทั้งประเทศ จะมีผู้สมัครแบบบัญชีรายชื่อชุดเดียวกัน มีทั้งสิ้นจำนวน 125 คน
สำหรับหน้าที่ของ สมาชิกสภาผู้แทนราฎร มีดังต่อไปนี้
- ออกกฎหมายเพื่อประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชน
- เป็นผู้เลือก ส.ส. ที่จะดำรงตำแหน่งเป็นนายกรัฐมนตรี
- ควบคุมการบริหารราชการแผ่นดิน
- จัดสรรงบประมาณแผ่นดินเพื่อพัฒนาประเทศ
- นำปัญหาความเดือดร้อนและความต้องการของประชาชนเสนอรัฐบาล
คุณสมบัติของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง
- สัญชาติไทย หรือผู้มีสัญชาติไทยโดยได้แปลงสัญชาติมาแล้วไม่น้อยกว่า 5 ปี
- อายุไม่ต่ำกว่า 18 ปีบริบูรณ์ ในวันที่ 1 มกราคม ของปีที่มีการเลือกตั้ง ในปีนี้ถึงว่า ต้องมีอายุครบ 18 ปีบริบรูณ์ภายในวันที่ 1 มกราคม 2553
- มีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านในเขตเลือกตั้งมาแล้วเป็นเวลาติดต่อกันไม่น้อยกว่า 90 วัน นับถึงวันเลือกตั้ง
ลักษณะต้องห้ามของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง
- ภิกษุ สามเณร นักพรต หรือนักบวช
- อยู่ในระหว่างถูกเพิงถอนสิทธิการเลือกตั้ง
- ต้องคุมขังโดยหมายของศาล หรือโดยคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมาย
- วิกลจริต จิตฟั่นเฟือน หรือไม่สมประกอบ
การเตรียมตัวในการเลือกสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร
การตรวจสอบรายชื่อ
- ตรวจสอบรายชื่อจากบัญชีผู้มีสิทธิเลือกตั้ง 20 วันก่อนวันเลือกตั้ง ที่ศาลากลางจังหวัด ที่ว่าการอำเภอ ที่ทำการเขต ที่ทำการ อบต. สำนักงานเทศบาล ที่ทำการผู้ใหญ่บ้าน หรือเขตชุมชน
- ตรวจสอบรายชื่อจากบัญชีผู้มีสิทธิเลือกตั้ง 15 วันก่อนวันเลือกตั้ง จากหนังสือแจ้งเจ้าบ้าน (ส.ส.12)
ทั้งนี้ ในกรณีที่ไม่พบชื่อของตนเองในบัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ให้แจ้งทะเบียนนายอำเภอ หรือนายทะเบียนท้องถิ่น โดยนำหลักฐานสำเนาทะเบียนบ้าน และบัตรประจำตัวประชาชน หรือบัตรประจำตัวอื่นใดที่ทางราชการออกให้มาแสดงด้วย
หลักฐานที่ใช้ในการเลือกตั้ง
- บัตรประชาชน (บัตรที่หมดอายุก็ใช้ได้)
- บัตรหรือหลักฐานที่ราชการหรือหน่วยงานของรัฐออกให้มีรูปถ่ายและหมายเลขบัตรประจำตัวประชาชน เช่น
- บัตรประจำตัวเจ้าหน้าที่ของรัฐ
- ใบขับขี่
- หนังสือเดินทาง (พาสปอร์ต)
การแจ้งเหตุที่ไปใช้สิทธิเลือกตั้ง ส.ส. ไม่ได้
สำหรับผู้ที่มีเหตุทำให้ไปใช้สิทธิเลือกตั้ง ส.ส. ไม่ได้ ต้องทำหนังสือชี้แจงเหตุ ส.ส. 28 ก่อนหรือหลังวันเลือกตั้ง 7 วัน โดยระบุเลขประจำตัวประชาชนและที่อยู่ตามทะเบียนบ้าน ยื่นหนังสือต่อนายทะเบียนอำเภอหรือนายทะเบียนท้องถิ่นด้วยตนเอง มอบหมายผู้อื่นหรือส่งทางไปรษณีย์ลงทะเบียน
ผู้ที่มีเหตุทำให้ไปใช้สิทธิเลือกตั้ง ส.ส. ไม่ได้
- ผู้มีธุรกิจจำเป็นเร่งด่วนต้องเดินทางไปพื้นที่ห่างไกล
- ผู้ป่วยและไม่สามารถเดินทางไปใช้สิทธิเลือกตั้งได้
- ผู้พิการหรือผู้สูงอายุและไม่สามารถเดินทางไปใช้สิทธิเลือกตั้งได้
- ผู้เดินทางออกนอกราชอาณาจักร
- ผู้มีถิ่นที่อยู่ห่างไกลจากที่เลือกตั้งเกินกว่า 100 กิโลเมตร
- ผู้ประสบเหตุสุดวิสัย เช่น อุทกภัย วาตภัย ฯลฯ
การเลือกตั้งนอกเขตจังหวัด
สำหรับผู้ที่ทำงานหรืออาศัยอยู่คนละจังหวัดกับทะเบียนบ้าน หรือผู้มีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านปัจจุบันไม่ถึง 90 วัน สามารถไปลงคะแนนเลือกตั้ง ส.ส. ก่อนวันเลือกตั้ง ณ ที่เลือกตั้งกลางของจังหวัดที่ท่านทำงานหรืออาศัยอยู่ได้ แต่ต้องยืนคำขอลงทะเบียนเพื่อขอใช้สิทธิเลือกตั้งก่อนวันเลือกตั้ง ต่อนายทะเบียนอำเภอ หรือนายทะเบียนท้องถิ่น ก่อนวันเลือกตั้งไม่น้อยกว่า 30 วัน
การเลือกตั้งในเขตจังหวัด
สำหรับผู้ที่อยู่อาศัยในบ้านตามทะเบียนบ้าน แต่ในวันเลือกตั้งต้องเดินทางออกนอกเขต ไม่สามารถไปใช้สิทธิได้ ก็สามารถไปแสดงตนเพื่อขอลงคะแนนเลือกตั้ง ส.ส. ก่อนวันเลือกตั้งได้ (การเลือกตั้งล่วงหน้า) ณ ที่เลือกตั้งกลางในเขตเลือกตั้งที่ตนมีสิทธิเลือกตั้ง โดยไม่ต้องยื่นคำขอลงทะเบียนแต่ต้องแจ้งขอใช้สิทธิดังกล่าวต่อ กกต.เขต
การเลือกตั้งนอกราชอาณาจักร
สำหรับผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่อยู่ต่างประเทศ ต้องขอลงทะเบียนใช้สิทธินอกราชอาณาจักรก่อนวันเลือกตั้งไม่น้อยกว่า 30 วัน (ภายในวันที่ 2 มิถุนายน 2554) และไปลงคะแนนล่วงหน้า ระหว่างวันที่ 17 - 26 มิถุนายน 2554 ณ สถานเอกอัครราชทูต สถานกงสุล หรือลงคะแนนทางไปรษณีย์ ตามที่สถานเอกอัครราชทูต หรือสถานกงสุลกำหนด
ข้อกำหนดที่เกี่ยวกับการกระทำผิดกฎหมายเลือกตั้ง มีดังต่อไปนี้
- ห้ามซื้อเสียง หรือจัดเตรียมซื้อเสียง
- ห้ามรับเงินและประโยชน์อื่นใด เพื่อลงคะแนนเลือกตั้ง
- ห้ามส่งเสียง และห้ามขายหรือจัดเลี้ยงสุรา ตั้งแต่ 18.00 น. ของวันก่อนวันเลือกตั้งจนสิ้นสุดวันเลือกตั้ง
- ห้ามนายจ้างขัดขวางการไปใช้สิทธิของลูกจ้าง
- ห้ามขัดขวางหรือหน่วงเหนี่ยวมิให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งไป ณ ที่เลือกตั้ง
- ห้ามจัดยานพาหนะ (ยกเว้นหน่วยงานรัฐ) ให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งไปเลือกตั้ง โดยไม่ต้องเสียค่าโดยสาร
- ห้ามทำให้บัตรเลือกตั้งชำรุดอย่างจงใจ
- ห้ามถ่ายภาพบัตรเลือกตั้งที่ตนเองได้ลงคะแนนแล้ว ด้วยเครื่องมือหรืออุปกรณ์ใด ๆ
- ห้ามเล่นการพนันขันต่อใดๆ เกี่ยวกับผลการเลือกตั้ง
- ห้ามเปิดเผย หรือเผยแพร่ผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชนเกี่ยวกับการเลือกตั้ง (โพลล์) ในระหว่างเวลา 7 วันก่อนวันเลือกตั้งจนถึงเวลาปิดการลงคะแนนเลือกตั้ง
การคัดค้านการเลือกตั้ง
ผู้ที่มีประสงค์จะคัดค้านการเลือกตั้ง ต้องยื่นคัดค้านต่อ กกต. ก่อนวันประกาศผลการเลือกตั้ง หรือ ภายใน 30 วัน นับแต่วันประกาศผลการเลือกตั้ง กรณีเห็นว่า การเลือกตั้งในเขตเลือกตั้งนั้นเป็นไปโดยไม่ถูกต้อง หรือไม่ชอบด้วยกฎหมาย และ ภายใน 180 วัน นับแต่วันประกาศผลการเลือกตั้ง กรณีที่เห็นว่า ผู้สมัครหรือพรรคการเมืองใด ใช้จ่ายเงินในการหาเสียงเกินจำนวนที่ กกต. กำหนด หรือผู้สมัครไม่ยื่นบัญชีรายรับ-รายจ่าย ภายใน 90 วันหลังวันเลือกตั้ง
การแจ้งเหตุเมื่อพบการทุจริต
เมื่อพบเห็นการทุจริตเลือกตั้ง ทุกกรณี ไม่ว่าจะเป็นการแจกเงิน สิ่งของ หรือมีการเรียกรับเงิน หรือทรัพย์สิน ให้ช่วยกันแจ้งเบาะแส หรือรวบรวมหลักฐานการทุจริตแจ้งต่อตำรวจในพื้นที่หรือรายงานให้ กกต. ทราบโดยด่วน
สรุปหมายเลขประจำตัวพรรคการเมือง
หมายเลข 1 พรรคเพื่อไทย จำนวนผู้สมัคร 125 คน
หัวหน้าพรรค : นายยงยุทธ วิชัยดิษฐ์
** นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เป็น ปาร์ตี้ลิสต์ อันดับ 1
หมายเลข 2 พรรคชาติพัฒนาเพื่อแผ่นดิน จำนวนผู้สมัคร 125 คน
หัวหน้าพรรค : นายแพทย์วรรณรัตน์ ชาญนุกูล
หมายเลข 3 พรรคประชาธิปไตยใหม่ จำนวนผู้สมัคร 6 คน
หัวหน้าพรรค : นายสุรทิน พิจารณ์
หมายเลข 4 พรรคประชากรไทย จำนวนผู้สมัคร 13 คน
หัวหน้าพรรค : นายสุมิตร สุนทรเวช
หมายเลข 5 พรรครักประเทศไทย จำนวนผู้สมัคร 11 คน
หัวหน้าพรรค : นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์
หมายเลข 6 พรรคพลังชล จำนวนผู้สมัคร 18 คน
หัวหน้าพรรค : นายเชาวน์ มณีวงษ์
หมายเลข 7 พรรคประชาธรรม จำนวนผู้สมัคร 25 คน
หัวหน้าพรรค : นายมุคตาร์ กีละ
หมายเลข 8 พรรคดำรงไทย จำนวนผู้สมัคร 13 คน
หัวหน้าพรรค : นายโชติพัฒน์ สกุลดีเชิดชู
หมายเลข 9 พรรคพลังมวลชน จำนวนผู้สมัคร 8 คน
หัวหน้าพรรค : นายกรภพ ครองจักรภพ
หมายเลข 10 พรรคประชาธิปัตย์ จำนวนผู้สมัคร 125 คน
หัวหน้าพรรค : นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ
หมายเลข 11 พรรคไทยพอเพียง จำนวนผู้สมัคร 3 คน
หัวหน้าพรรค : นายจำรัส อินทุมาร
หมายเลข 12 พรรครักษ์สันติ จำนวนผู้สมัคร 64 คน
หัวหน้าพรรค : พลตำรวจโท ถวิล สุรเชษฐพงษ์
หมายเลข 13 พรรคไทยเป็นสุข จำนวนผู้สมัคร 5 คน
หัวหน้าพรรค : นายประดิษฐ์ ศรีประชา
หมายเลข 14 พรรคกิจสังคม จำนวนผู้สมัคร 125 คน
หัวหน้าพรรค : นายทองพูล ดีไพร
หมายเลข 15 พรรคไทยเป็นไทย จำนวนผู้สมัคร 10 คน
หัวหน้าพรรค : นายตรีสัลล์ จันทน์เทียนเดชา
หมายเลข 16 พรรคภูมิใจไทย จำนวนผู้สมัคร 125 คน
หัวหน้าพรรค : นายชวรัตน์ ชาญวีรกูล
หมายเลข 17 พรรคแทนคุณแผ่นดิน จำนวนผู้สมัคร 32 คน
หัวหน้าพรรค : นายวิชัย ศิรินคร
หมายเลข 18 พรรคเพื่อฟ้าดิน จำนวนผู้สมัคร 1 คน
หัวหน้าพรรค : นางสาวขวัญดิน สิงห์คำ
หมายเลข 19 พรรคเครือข่ายชาวนาแห่งประเทศไทย จำนวนผู้สมัคร 30 คน
หัวหน้าพรรค : นายโชติ บุญจริง
หมายเลข 20 พรรคการเมืองใหม่ จำนวนผู้สมัคร 24 คน
หัวหน้าพรรค : นายสมศักดิ์ โกศัยสุข
หมายเลข 21 พรรคชาติไทยพัฒนา จำนวนผู้สมัคร 125 คน
หัวหน้าพรรค : นายชุมพล ศิลปอาชา
หมายเลข 22 พรรคเสรีนิยม จำนวนผู้สมัคร 8 คน
หัวหน้าพรรค : นายพุทธชาติ ช่วยราม
หมายเลข 23 พรรคชาติสามัคคี จำนวนผู้สมัคร 9 คน
หัวหน้าพรรค : นายนพดล ไชยฤทธิเดช
หมายเลข 24 พรรคบำรุงเมือง จำนวนผู้สมัคร 14 คน
หัวหน้าพรรค : นายสุวรรณ ประมูลชัย
หมายเลข 25 พรรคกสิกรไทย จำนวนผู้สมัคร 2 คน
หัวหน้าพรรค : นายจำลอง ดำสิม
หมายเลข 26 พรรคมาตุภูมิ จำนวนผู้สมัคร 40 คน
หัวหน้าพรรค : พลเอก สนธิ บุญยรัตกลิน
หมายเลข 27 พรรคชีวิตที่ดีกว่า จำนวนผู้สมัคร 4 คน
รักษาการแทนหัวหน้าพรรค : นางพูลถวิล ปานประเสริฐ
หมายเลข 28 พรรคพลังสังคมไทย จำนวนผู้สมัคร 5 คน
หัวหน้าพรรค : นายวิวัฒน์ เลอยุกต์
หมายเลข 29 พรรคเพื่อประชาชนไทย จำนวนผู้สมัคร 4 คน
หัวหน้าพรรค : นายดิเรก กลิ่นจันทร์
หมายเลข 30 พรรคมหาชน จำนวนผู้สมัคร 6 คน
หัวหน้าพรรค : นายอภิรัต ศิรินาวิน
หมายเลข 31 พรรคประชาชนชาวไทย จำนวนผู้สมัคร 5 คน
หัวหน้าพรรค : นายสุนทร ศรีบุญนาค
หมายเลข 32 พรรครักแผ่นดิน จำนวนผู้สมัคร 1 คน
หัวหน้าพรรค : นายประทีป ประภัสสร
หมายเลข 33 พรรคประชาสันติ จำนวนผู้สมัคร 34 คน
รักษาการแทนหัวหน้าพรรค : นายดลสวัสด์ ชาติเมธี
หมายเลข 34 พรรคความหวังใหม่ จำนวนผู้สมัคร 125 คน
หัวหน้าพรรค : นายชิงชัย มงคลธรรม
หมายเลข 35 พรรคอาสามาตุภูมิ จำนวนผู้สมัคร 3 คน
หัวหน้าพรรค : นายมนตรี เศรษฐบุตร
หมายเลข 36 พรรคพลังคนกีฬา จำนวนผู้สมัคร 103 คน
หัวหน้าพรรค : นายวนัสธนา สัจจกุล หรือ บิ๊กหอย
หมายเลข 37 พรรคพลังชาวนาไทย จำนวนผู้สมัคร 5 คน
หัวหน้าพรรค : นายสวัสดิ์ พบวันดี
หมายเลข 38 พรรคไทยสร้างสรรค์ จำนวนผู้สมัคร 4 คน
รักษาการแทนหัวหน้าพรรค : นายวิษณุภตฆ์ พีรเจริญวงส์
หมายเลข 39 พรรคเพื่อนเกษตรไทย จำนวนผู้สมัคร 23 คน รักษาการแทนหัวหน้าพรรค : นายทรงเดช สุขขำ
หมายเลข 40 พรรคมหารัฐพัฒนา จำนวนผู้สมัคร 2 คน หัวหน้าพรรค : นางสาวนวลนิจ หงษ์วิวัฒน์
หัวหน้าพรรค : นายยงยุทธ วิชัยดิษฐ์
** นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เป็น ปาร์ตี้ลิสต์ อันดับ 1
หัวหน้าพรรค : นายแพทย์วรรณรัตน์ ชาญนุกูล
หัวหน้าพรรค : นายสุรทิน พิจารณ์
หัวหน้าพรรค : นายสุมิตร สุนทรเวช
หัวหน้าพรรค : นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์
หัวหน้าพรรค : นายเชาวน์ มณีวงษ์
หัวหน้าพรรค : นายมุคตาร์ กีละ
หัวหน้าพรรค : นายโชติพัฒน์ สกุลดีเชิดชู
หัวหน้าพรรค : นายกรภพ ครองจักรภพ
หัวหน้าพรรค : นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ
หัวหน้าพรรค : นายจำรัส อินทุมาร
หัวหน้าพรรค : พลตำรวจโท ถวิล สุรเชษฐพงษ์
หัวหน้าพรรค : นายประดิษฐ์ ศรีประชา
หัวหน้าพรรค : นายทองพูล ดีไพร
หัวหน้าพรรค : นายตรีสัลล์ จันทน์เทียนเดชา
หัวหน้าพรรค : นายชวรัตน์ ชาญวีรกูล
หัวหน้าพรรค : นายวิชัย ศิรินคร
หัวหน้าพรรค : นางสาวขวัญดิน สิงห์คำ
หัวหน้าพรรค : นายโชติ บุญจริง
หัวหน้าพรรค : นายสมศักดิ์ โกศัยสุข
หัวหน้าพรรค : นายชุมพล ศิลปอาชา
หัวหน้าพรรค : นายพุทธชาติ ช่วยราม
หัวหน้าพรรค : นายนพดล ไชยฤทธิเดช
หัวหน้าพรรค : นายสุวรรณ ประมูลชัย
หัวหน้าพรรค : นายจำลอง ดำสิม
หัวหน้าพรรค : พลเอก สนธิ บุญยรัตกลิน
รักษาการแทนหัวหน้าพรรค : นางพูลถวิล ปานประเสริฐ
หัวหน้าพรรค : นายวิวัฒน์ เลอยุกต์
หัวหน้าพรรค : นายดิเรก กลิ่นจันทร์
หัวหน้าพรรค : นายอภิรัต ศิรินาวิน
หัวหน้าพรรค : นายสุนทร ศรีบุญนาค
หัวหน้าพรรค : นายประทีป ประภัสสร
รักษาการแทนหัวหน้าพรรค : นายดลสวัสด์ ชาติเมธี
หัวหน้าพรรค : นายชิงชัย มงคลธรรม
หัวหน้าพรรค : นายมนตรี เศรษฐบุตร
หัวหน้าพรรค : นายวนัสธนา สัจจกุล หรือ บิ๊กหอย
หัวหน้าพรรค : นายสวัสดิ์ พบวันดี
รักษาการแทนหัวหน้าพรรค : นายวิษณุภตฆ์ พีรเจริญวงส์